#ดาวเคราะห์น้อยแวะเวียนมาใกล้โลกอีกครั้ง #ไม่ชนโลกแน่นอน
#ดาวเคราะห์น้อย2000QW7 is coming !!
2000 QW7 เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงล่าสุดที่กำลังจะโคจรเข้าใกล้โลกในวันที่ 15 กันยายน 2562 เวลา 06:54 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยดาวเคราะห์น้อยจะอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 5 ล้านกิโลเมตร หรือ ประมาณ 14 เท่าของระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นที่เข้ามาใกล้และผ่านไปโดยไม่เกิดการชนใด ๆ สิ่งที่ทำให้ 2000 QW7 ได้รับความสนใจคือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 650 เมตร ใกล้เคียงกับความสูงของตึก บุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ (Burj Khalifa) อาคารที่สูงที่สุดในโลกในประเทศดูไบ
ในทางเทคนิค 2000 QW7 อยู่ในรายชื่อของวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อโลก (Potentially Hazardous Object) เพราะระยะห่างตอนที่เข้าใกล้ที่สุดน้อยกว่า 0.05 หน่วยดาราศาสตร์ (2000 QW7 ห่างแค่ 0.036 หน่วยดาราศาสตร์) จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยมีเครือข่ายของหอดูดาวทั่วโลกคอยเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูล เพราะข้อมูลละเอียดมากขึ้น ยิ่งทำให้การคำนวนเส้นทางการโคจรแม่นยำขึ้น
นับตั้งแต่ระบบติดตามวัตถุใกล้โลกของนาซา NEAT (Near-Earth Asteroid Tracking) ค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2543 มีการเก็บข้อมูลดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปแล้วทั้งสิ้น 943 ครั้ง ซึ่งแม่นยำพอที่จะยืนยันได้ว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ชนโลกอย่างแน่นอน
วงโคจรของ 2000 QW7 ไม่ได้ตัดกับวงโคจรของโลก แค่ทาบกับวงโคจรของโลก เรียกลักษณะการโคจรแบบนี้ว่า เอเมอร์ (Amor) ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ 2.72 ปี นักวิทยาศาสตร์คำนวนว่าช่วงที่ดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้โลกจะมีความเร็ว 23,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลใด ๆ เพราะทิศทางของดาวเคราะห์น้อยไม่ได้มุ่งมาที่โลก ยังคงเดินทางไปตามเส้นทางโคจรปกติ
แม้เรามักได้ยินคำว่า “เฉียด” กับการเข้ามาใกล้ของดาวเคราะห์น้อย แต่เมื่อใช้เทียบกับการบอกระยะห่างของวัตถุในระบบสุริยะ อาจจะไม่ตรงความหมายเท่าใดนัก เพราะยังถือว่าห่างไกลจากระยะที่มนุษย์คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ยังเคยเข้ามาใกล้โลกแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรก และไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้น
ปัจจุบัน เราพบว่ามีดาวเคราะห์น้อยผ่านเข้ามาใกล้โลกเกือบทุกวัน ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ด้วยระยะห่างที่แตกต่างกัน ความกังวลเรื่องวันสิ้นโลกที่เกิดจากอุกกาบาตชนจึงเป็นเหมือนเรื่องล้อเล่นเพราะการชนที่สร้างความเสียหายให้กับโลกในระดับที่เรียกว่า “โลกแตก” เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อนในยุคไดโนเสาร์ และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือนาซา ยังเคยแถลงในหน้าเว็ปไซต์ของตนว่า “ในอีก 100 ปี จะไม่มีการพุ่งชนในระดับทำลายล้างมนุษยชาติเกิดขึ้นแน่นอน”
เราสามารถตรวจสอบรายชื่อดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก พร้อมวันเวลาที่เข้าใกล้ ระยะห่างและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ได้จากเว็บไซต์ https://minorplanetcenter.net/data ของหน่วยงานสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล และยังสามารถหาข้อมูลอย่างละเอียดย้อนหลังได้จากศูนย์ข้อมูลวัตถุใกล้โลกที่เป็นของนาซา/เจ พี แอล ( NASA/JPL) https://cneos.jpl.nasa.gov/ca/
ปัจจุบัน ประชาชนเข้าถืงข้อมูลวิทยาศาสตร์เชิงลึก และข่าวสารเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ผู้คนจำนวนมากยังคงมีภาพจำการพุ่งชนของวัตถุนอกโลกจากการรับชมภาพยนตร์ ประกอบกับในหลายครั้งสื่อนำเสนอข่าวด้วยถ้อยคำเกินจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความวิตกขึ้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือ และคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อถือข่าวสารต่างๆ อยู่เสมอ
เรียบเรียง : สิทธิพร เดือนตะคุ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.
อ้างอิง
https://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2000/ast01sep_1
www.minorplanetcenter.net/
https://cneos.jpl.nasa.gov/stats/
https://www.nasa.gov/jpl/nasa-there-is-no-asteroid-threatening-earth
วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562
ข่าว แนวคิดเรื่องการสร้างรูหนอน (เส้นทางลัดข้ามจักรวาล)
แนวคิดเรื่องการสร้าง“ รูหนอน” (Wormhole หรือเส้นทางลัดข้ามจักรวาลที่เกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลา
(space time) ตามทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ในหลายคนทราบดีว่าเป็นไปได้ยากเพราะต้องใช้การผสมผสานระหว่างมวลและพลังงานชนิดพิเศษเพื่อให้เกิดรูหนอนที่มีความเสถียรไม่พังทลายไปเสียก่อนจะเคลื่อนย้ายวัตถุหรือข้อมูลสู่ปลายทางได้สำเร็จล่าสุดทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตซานตาบาร์บารา
(UCSB) ของสหรัฐฯได้เสนอวิธีการทางทฤษฎีเพื่อสร้างรูหนอนแบบที่มั่นคงแข็งแกร่งกว่าปกติในบทความวิจัยที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์
arxiv.org โดยระบุว่าวิธีการตั้งกล่าวประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนด้วยกัน
วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562
ข่าว"เม็กซิโกเปิดตัว “ต้นไม้ไฮเทค” ดูดซับมลพิษในอากาศ ได้เท่าต้นไม้จริง 368 ต้น"
เหมือนปลูกป่า6.3ไร่ผลิตออกซิเจนได้ 2,890คนใช้หายใจได้ต่อวัน ดักจับ PM 2.5 ได้ 99.7 %. อ่านเพิ่มเติม
ข่าว "มาเรียมเสียชีวิตเพราะขยะพลาสติก"
ขยะพลาสติก ตัวการพรากดุหยงน้อย 😢
เมื่อกลางดึกหลายๆ คนคงจะได้ยินข่าวอันน่าสลดใจของน้องมาเรียม นางฟ้าตัวน้อยแห่งอ่าวดุหยง ที่จากไปด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบกันแล้ว
ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่าน้องมีอาการซึม กินอาหารได้น้อย และหายใจผิดปกติ เจ้าหน้าที่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาอาการของน้อง พร้อมทั้งเหล่าแฟนคลับเองก็เฝ้าดู และส่งกำลังใจกันอย่างไม่ขาดสายตลอดหลายวันมานี้ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องไว้ได้ และจากไปเมื่อคืนนี้เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า
ในช่วงเช้ามืดเจ้าหน้าที่จึงได้นำร่างของมาเรียมไปผ่าชันสูตร และพบว่าตัวการสำคัญที่พรากน้องไปจากเรา คือขยะพลาสติก!
ทีมสัตวแพทย์ 10 คนจากกรม ทช. จุฬาฯ กองทัพเรือ และ มทร.ศรีวิชัย ตรัง ร่วมรายงานผลการชันสูตร ผ่าพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตของน้องมาเรียม สาเหตุมาจากการช็อค นอกจากนี้ยังพบเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร ส่งผลให้มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนองตามมา
โดยในช่วงแรกของการรักษา สามารถลดการติดเชื้อในระบบหายใจลงได้บางส่วน แต่ในทางเดินอาหารที่มีขยะพลาสติกนั้น ไม่สามารถรักษาได้ จึงลุกลามไปจนช็อค และทำให้เสียชีวิตในที่สุด
รอยโรคอีกส่วนหนึ่งที่พบคือ มีรอยช้ำเลือดในกล้ามเนื้อและผนังช่องท้องด้านใน ซึ่งอาจเกิดจากการกระแทกกับของแข็ง เช่น ถูกพะยูนตัวใหญ่พุ่งชน หรือชนหินขณะที่เกยตื้น (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)
การจากไปของมาเรียมน้อย เป็นเรื่องที่ทำให้เราเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้เราตระหนักถึงพิษของขยะพลาสติกกันมากขึ้น
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งนางฟ้ามาเรียม ด้วยการช่วยกันดูแลธรรมชาติ เอาใจใส่กับการทิ้งขยะ และลดใช้พลาสติก เพื่อตัดต้นตอของขยะในแหล่งน้ำธรรมชาติกันเถอะ!!
................................................
Good TV โทร 020263399
Line @goodtv คลิก
เมื่อกลางดึกหลายๆ คนคงจะได้ยินข่าวอันน่าสลดใจของน้องมาเรียม นางฟ้าตัวน้อยแห่งอ่าวดุหยง ที่จากไปด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบกันแล้ว
ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่าน้องมีอาการซึม กินอาหารได้น้อย และหายใจผิดปกติ เจ้าหน้าที่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาอาการของน้อง พร้อมทั้งเหล่าแฟนคลับเองก็เฝ้าดู และส่งกำลังใจกันอย่างไม่ขาดสายตลอดหลายวันมานี้ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องไว้ได้ และจากไปเมื่อคืนนี้เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า
ในช่วงเช้ามืดเจ้าหน้าที่จึงได้นำร่างของมาเรียมไปผ่าชันสูตร และพบว่าตัวการสำคัญที่พรากน้องไปจากเรา คือขยะพลาสติก!
ทีมสัตวแพทย์ 10 คนจากกรม ทช. จุฬาฯ กองทัพเรือ และ มทร.ศรีวิชัย ตรัง ร่วมรายงานผลการชันสูตร ผ่าพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตของน้องมาเรียม สาเหตุมาจากการช็อค นอกจากนี้ยังพบเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร ส่งผลให้มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนองตามมา
โดยในช่วงแรกของการรักษา สามารถลดการติดเชื้อในระบบหายใจลงได้บางส่วน แต่ในทางเดินอาหารที่มีขยะพลาสติกนั้น ไม่สามารถรักษาได้ จึงลุกลามไปจนช็อค และทำให้เสียชีวิตในที่สุด
รอยโรคอีกส่วนหนึ่งที่พบคือ มีรอยช้ำเลือดในกล้ามเนื้อและผนังช่องท้องด้านใน ซึ่งอาจเกิดจากการกระแทกกับของแข็ง เช่น ถูกพะยูนตัวใหญ่พุ่งชน หรือชนหินขณะที่เกยตื้น (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)
การจากไปของมาเรียมน้อย เป็นเรื่องที่ทำให้เราเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้เราตระหนักถึงพิษของขยะพลาสติกกันมากขึ้น
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งนางฟ้ามาเรียม ด้วยการช่วยกันดูแลธรรมชาติ เอาใจใส่กับการทิ้งขยะ และลดใช้พลาสติก เพื่อตัดต้นตอของขยะในแหล่งน้ำธรรมชาติกันเถอะ!!
................................................
Good TV โทร 020263399
Line @goodtv คลิก
วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562
#ข่าว (ภาพดาวพฤหัสบดี photo by nasa )
#ภาพดาวพฤหัสบดีคมชัดสุดตระการตา
นาซาเผยภาพถ่ายดาวพฤหัสบดีล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกไว้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 แสดงให้เห็นความสวยงามของจุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) อันเป็นเอกลักษณ์ของดาวดวงนี้ และลวดลายความปั่นป่วนของชั้นบรรยากาศที่มีมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาชั้นบรรยากาศดาวพฤหัสบดีได้เป็นอย่างดี
ลวดลายสีสันของแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามความหนาแน่นและความสูงของเมฆน้ำแข็งแอมโมเนียในชั้นบรรยากาศ เมฆที่มีความหนาแน่นต่ำจะลอยตัวขึ้นสูงปรากฏเป็นแถบเมฆสีอ่อน เรียกว่า “แถบโซน (Zones)” และเมฆที่มีความหนาแน่นสูงปรากฏเป็นแถบเมฆสีเข้ม เรียกว่า “แถบเข็มขัด (Belts)”
พายุหมุนที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดบนดาวพฤหัสบดีคือ “จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot)” หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ปรากฏอยู่ระหว่างแถบเมฆสองแถบที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สวนทางกัน แถบเมฆสีแดง (ตะวันออกของจุดแดงใหญ่) มีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก ส่วนแถบเมฆสีขาว (ตะวันตกของจุดแดงใหญ่) มีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก
อีกหนึ่งลักษณะเด่นที่น่าสนใจคือ แถบพายุบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดี แถบกว้างสีส้มสว่างบ่งชี้ว่าเมฆชั้นต่ำกำลังสลายตัว ทำให้อนุภาคที่มีสีแดงเด่นชัดขึ้นมาในชั้นเมฆนี้
การเก็บข้อมูลดาวเคราะห์ในระบบสุริยะชั้นนอกด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Outer Planets Atmospheres Legacy program” หรือ “OPAL” เพื่อถ่ายภาพและทำแผนที่ความละเอียดสูง ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงรายปีของแถบเมฆ กระแสลม และพายุบนชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ในระบบสุริยะได้
เรียบเรียง : ธนกฤต สันติคุณาภรต์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.
Credit: Hubble Space Telescope (OPAL), NASA, STScI and Amy Simon.
Processed by: C. Go
Cr.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
ลวดลายสีสันของแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามความหนาแน่นและความสูงของเมฆน้ำแข็งแอมโมเนียในชั้นบรรยากาศ เมฆที่มีความหนาแน่นต่ำจะลอยตัวขึ้นสูงปรากฏเป็นแถบเมฆสีอ่อน เรียกว่า “แถบโซน (Zones)” และเมฆที่มีความหนาแน่นสูงปรากฏเป็นแถบเมฆสีเข้ม เรียกว่า “แถบเข็มขัด (Belts)”
พายุหมุนที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดบนดาวพฤหัสบดีคือ “จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot)” หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ปรากฏอยู่ระหว่างแถบเมฆสองแถบที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สวนทางกัน แถบเมฆสีแดง (ตะวันออกของจุดแดงใหญ่) มีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก ส่วนแถบเมฆสีขาว (ตะวันตกของจุดแดงใหญ่) มีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก
อีกหนึ่งลักษณะเด่นที่น่าสนใจคือ แถบพายุบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดี แถบกว้างสีส้มสว่างบ่งชี้ว่าเมฆชั้นต่ำกำลังสลายตัว ทำให้อนุภาคที่มีสีแดงเด่นชัดขึ้นมาในชั้นเมฆนี้
การเก็บข้อมูลดาวเคราะห์ในระบบสุริยะชั้นนอกด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Outer Planets Atmospheres Legacy program” หรือ “OPAL” เพื่อถ่ายภาพและทำแผนที่ความละเอียดสูง ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงรายปีของแถบเมฆ กระแสลม และพายุบนชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ในระบบสุริยะได้
เรียบเรียง : ธนกฤต สันติคุณาภรต์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.
Credit: Hubble Space Telescope (OPAL), NASA, STScI and Amy Simon.
Processed by: C. Go
Cr.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
บทที่ 1
เรื่องความปลอดภัยและทักษะในการปฏิบัติการเคมี
1. 1 ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี
การทำปฏิบัติการเคมีส่วนใหญ่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมี อุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งผู้ทำปฏิบัติการต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมโดยผู้ทำปฏิบัติการควรทราบเกี่ยวกับประเภทของสารเคมีที่ใช้ ข้อควรปฏิบัติในการทำปฏิบัติการเคมี และการกำจัดสารเคมีที่ใช้แล้วหลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการเพื่อให้สามารถท้าปฏิบัติการเคมีได้อย่างปลอดภัย
11. 1 ประเภทของสารเคมี
สารเคมีมีหลายประเภทแต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่างกันสารเคมีจึงจำเป็นต้องมีฉลากที่มีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของสารเคมีเพื่อความปลอดภัยในการจัดเก็บการนำไปใช้และการาจัดโตยฉลากของสารเคมีที่ใช้ในห้องปฏิบัติการควรมีข้อมูลดังนี้
1. ชื่อผลิตภัณฑ์
2 รูปสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายของสารเคมี
3. คำเตือนข้อมูลความเป็นอันตรายและข้อควรระวัง
4. ข้อมูลของบริษัทผู้ผลิตสารเคมี
บนฉลากบรรจุภัณฑ์มีสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายที่สื่อความหมายได้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ใช้สังเกตได้ง่ายสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายมีหลายระบบในที่นี้จะกล่าวถึง 2 ระบบที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Globally Harmonized System of Classification and Labeling of Chemicals (GMS) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้สากลและ National Fire Protection Association Hazard Identification System (INFPA) เป็นระบบที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาซึ่งสัญลักษณ์ทั้งสองระบบนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนบรรจุภัณฑ์สารเคมีในระบบ GIS จะแสดงสัญลักษณ์ในสี่เหลี่ยมกรอบสีแดงพื้นสีขาวลักษณะดังรูป
สำหรับสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายในระบบ NFPA จะใช้สีแทนความเป็นอันตรายในด้านต่าง ๆ ได้แก่ สีแดงแทนความไวไฟสีน้ำเงินแทนความเป็นอันตรายต่อสุขภาพสีเหลืองแทนความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใส่ตัวเลข 0 ถึง 4 เพื่อระบุระดับความเป็นอันตรายจากน้อยไปหามากและช่องสีขาวใช้ใส่อักษรหรือสัญลักษณ์ที่แสดงสมบัติที่เป็นอันตรายต้านอื่น ๆ ดังตัวอย่างในรูป 1. 3
1. 1. 2 ข้อควรปฏิบัติในการทำปฏิบัติ
การการท้าปฏิบัติการเคมีให้เกิดความปลอดภัยผู้ทำปฏิบัติการควรทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเปทเกตความปลอดภัยนอกจากต้องทราบข้อมูลของสารเคมีที่ใช้แล้วนายวกับการปฏิบัติตนเองต้นทั้มก่อนระหว่างและหลังทำปฏิบัติการดังต่อไปนี้ปฏิบัติการให้เข้าใจวางแผนการทดลองหากมีข้อสงสัยต้อง
ก่อนทำปฏิบัติการ
1) ศึกษาบันตอนหรือวิธีการทำปฏิบัติการให้เข้าใจวางแผนการทดลอง A สอบถามครูผู้สอนก่อนที่จะทำการทดลอง
2) ศึกษาข้อมูลของสารเคมีที่ใช้ในการทดลองเทคนิคการใช้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนวิธีการทดลองที่ถูกต้องและปลอดภัย
3) แต่งกายให้เหมาะสมเช่นสวมกางเกงหรือกระโปรงยาวสวมรองเท้ามิดชิดส้นเดียคนที่มีผมยาวควรรวบผมให้เรียบร้อยหลีกเลี่ยงการสวมใส่เครื่องประดับและคอนแทคเลนส์
ขณะทำปฏิบัติการ
1) ข้อปฏิบัติโดยทั่วไป
1. 1 สวมแว่นตานิรภัยสวมเสื้อคลุมปฏิบัติการที่ติดกระดุมทุกเม็ดควรสวมถุงมือเมื่อต้องใช้สารกัดกร่อนหรือสารที่มีอันตรายควรสวมผ้าปิดปากเมื่อต้องใช้สารเคมีที่มีไอระเหยและทำปฏิบัติการในที่ซึ่งมีอากาศถ่ายเทหรือในตู้ดูดควัน
1.2ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำปฏิบัตการ
1. 3 ไม่ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการตามลำพังเพียงคนเดียวเพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะไม่มีใครทราบและไม่อาจช่วยได้ทันท่วงทีหากเกิดอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการต้องแจ้งให้ครูผู้สอนทราบทันทีทุกครั้ง
1. 4 ไม่เล่นและไม่รบกวนผู้อื่นในขณะที่ทำปฏิบัติการ
1. 5 ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างเคร่งครัดไม่ทำการทดลองใด ๆ ที่นอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมายและไม่เคลื่อนย้ายสารเคมีเครื่องมือและอุปกรณ์ส่วนกลางที่ต้องใช้ร่วมกันนอกจากได้รับอนุญาตจากตรผู้สอนเท่านั้น
1. 6 ไม่ปล่อยให้อุปกรณ์ให้ความร้อนเช่นตะเกียงแอลกอฮอล์เตาแผ่นให้ความร้อน (hot plate) ทำงานโดยไม่มีคนดูแลและหลังจากใช้งานเสร็จแล้วให้ตับตะเกียงแอลกอฮอล์หรือปิดเครื่องและถอดปลักไฟออกทันทีแล้วปล่อยไว้ให้เย็นก่อนการจัดเก็บเมื่อใช้เตาแผ่นให้ความร้อนต้องระวังไม่ให้สายไฟพาดบนอุปกรณ์
2) ข้อปฏิบัติในการใช้สารเคมี
2. 1 อ่านชื่อสารเคมีบนฉลากให้แน่ใจก่อนนำสารเคมีไปใช้
2. 2 การเคลื่อนย้ายการแปงและการถ่ายเทสารเคมีต้องทำด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอันตรายและควรใช้อุปกรณ์เช่นข้อนตักสารและปีกเกอร์ที่แห้งและสะอาดการเทของเหลวจากขวดบรรจุสารให้เทด้านตรงข้ามฉลากเพื่อป้องกันความเสียหายของฉลากเนื่องจากการสัมผัสสารเคมี
2. 3 การทำปฏิกิริยาของสารในหลอดทดลองต้องหันปากหลอดทดลองออกจากตัวเองและผู้อื่นเสมอ
2. 4 ห้ามซิมหรือสูดดมสารเคมีโดยตรงถ้าจำเป็นต้องทดสอบกลิ่นให้ใช้มือโบกให้ไอของสารเข้าจมูกเพียงเล็กน้อย
2. 5 การเจือจางกรตห้ามเหนองกรดแต่ให้เทกรดลงน้ำเพื่อให้น้ำปริมาณมากช่วยถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากการละลาน
2. 6 ไม่เทสารเคมีที่เหลือจากการเทหรียตกออกจากขวดสารเคมีแล้วกลับเข้าขวดอย่างเด็ดขาดให้เทใส่ภาชนะทิ้งสารที่จัดเตรียมไว้
2. 7 เมื่อสารเคมีหกในปริมาเนเล็กน้อยให้กวาดหรือเข็ดแล้วทิ้งลงในภาชนะสำหรับทิ้งสารที่เตรียมไว้ในห้องปฏิบัติการหากหกในปริมาณมากให้แจ้งครูผู้สอน
หลังทำปฏิบัติการ
1) ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องแก้วและวางหรือเก็บในบริเวณที่จัดเตรียมไว้ให้รวมทั้งทำความสะอาดโต๊ะทำปฏิบัติการ
2) ก่อนออกจากห้องปฏิบัติการให้ถอดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเช่นเสื้อคลุมปฏิบัติการแว่นตานิรภัยถุงมือ
1. 1. 3 การกำจัดสารเคมี
สารเคมีที่ใช้แล้วหรือเหลือใช้จากการทำปฏิบัติการให้เกิดความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต
การกำจัดสารเคมีแต่ละประเภทสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1) สารเคมีที่เป็นของเหลวไม่อันตรายที่ละลายน้ำได้และมี pH เป็นกลางบวมสามารถเทลงอ่างน้ำและเปิดน้ำตามมาก ๆ ได้
2) สารละลายเข็มขันบางชนิดเช่นกรดไฮโดรคลอริกโซเดียมไฮดรอกไซด์ไม่ควรทิงลงอางนาหรือท่อน้ำทันทีควรเจือจางก่อนเทลงอ่างน้ำถ้ามีปริมาณมากต้องทำให้เป็นกลางก่อน
3) สารเคมีที่เป็นของแข็งไม่อันตรายปริมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัมสามารถใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิดพร้อมทั้งติดฉลากชื่อให้ชัดเจนก่อนทิ้งในที่ซึ่งจัดเตรียมไว้
4) สารไวไฟตัวทำละลายที่ไม่ละลายน้ำสารประกอบของโลหะเป็นพิษหรือสารที่ทำปฏิกิริยากับน้ำห้ามทิ้งลงอ่างนๆให้ทิ้งไว้ในภาชนะที่ทางห้องปฏิบัติการจัดเตรียมไว้ให้
ตารางธาตุ
ตารางธาตุ
ตารางธาตุ (อังกฤษ: Periodic table) คือ
ตารางที่ใช้แสดงรายชื่อธาตุเคมี ซึ่งจัดเรียงบนพื้นฐานของเลขอะตอม
(จำนวนโปรตอนในนิวเคลียส) การจัดเรียงอิเล็กตรอน และสมบัติทางเคมี
โดยจะเรียงตามเลขอะตอมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะระบุไว้ในร่วมกับสัญลักษณ์ธาตุเคมี
ในกล่องของธาตุนั้น ตารางธาตุมาตรฐานจะมี 18 หมู่และ 7 คาบ
และมีคาบพิเศษเพิ่มเติมมาอยู่ด้านล่างของตารางธาตุ
ตารางยังสามารถเปลี่ยนเป็นการจัดเรียงตามบล็อก โดย บล็อก-s จะอยู่ซ้ายมือ
บล็อก-p จะอยู่ขวามือ บล็อก-d จะอยู่ตรงกลางและบล็อก-f อยู่ที่ด้านล่าง
*แถวแนวนอนในตารางธาตุจะเรียกว่า คาบ*
แถวในแนวตั้งเรียกว่า หมู่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






